ประสบการณ์ไม่ใช่ของฟรี(ประเด็นมันอยู่ที่ใครเป็นคนจ่าย?)
![]() |
| ภาพจาก pixabay.com |
หลายคนตั้งคำถามกับชีวิตว่า "คนเราเกิดมาเพื่ออะไร"
ถ้าตอบแบบพระก็เกิดมาตาย (งั้นใครอยากเกิดก็ต้องรีบไปตายเลย หุหุ)
จริงๆแล้วทั้งชีวิตของคนเรามันเป็นการนำประสบการณ์ต่างๆมาร้อยเรียงกันจนกลายเป็นหนังเรื่องน้ำเน่าเรื่องหนึ่ง(หลายคนทนดูละครน้ำเน่าไม่ไหว แต่ไฉนในชีวิตจริงเดี๋ยวนี้มันกลับน้ำเน่ายิ่งกว่าหนังเสียอีก)
เราทุกคนมุ่งหาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายก็ต้องเอาเงินมาเปลี่ยนเป็นประสบการณ์อยู่ดี เช่น ประสบการณ์ขับรถPorche ประสบการณ์การนั่งเรือยอร์ซ ประสบการณ์การกินหูฉลาม ประสบการณ์ไปเที่ยวอิตาลีฯ
เอาเป็นว่าการเปลี่ยนเงินเป็นประสบการณ์ส่วนใหญ่มักจะเป็นประสบการณ์ไร้สาระ
แต่มีประสบการณ์อยู่ประเภทนึ่งที่ต้องเจอกันทุกคน เพียงแต่ไม่มีใครอยากซื้อมัน มันก็คือ "ประสบการณ์ความล้มเหลว" นั่นเอง
เส้นแบ่งความล้มเหลวกับความสำเร็จมันเป็นอะไรที่ก้ำกึ่ง จุดต่ำสุดของประสบการณ์ความล้มเหลว มันคือจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ที่ดีนั่นเอง(งง! แล้วล้มเหลวมันดียังไงฟระ!)
ประเด็นที่เรามักจะมองข้ามคือ ประสบการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีหรือแย่ มันย่อมเสียตังค์ทั้งนั้น แต่"มันขึ้นอยู่กับว่าตังค์ใครต่างหาก!" ถ้าเราไปคุยกับคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ เขาเหล่านั้น เกือบทุกคนจะพูดตรงกันว่าที่เขาสำเร็จในวันนี้ก็เพราะล้มเหลวมาก่อน
ช่วงแรกๆที่ได้ฟังผมก็เกิดคำถามในใจ "ถ้าล้มเหลวและมันจะสำเร็จได้อย่างไร" มาเข้าใจจริงๆ ก็ตอนที่ตัวเองล้มนี้แหละ(กว่าจะคิดได้ก็ตอนที่เสียเงินตัวเองไปแล้ว โง่จริงๆ!)
ผมย้อนกลับไปอ่านประวัติของคนดังๆที่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ยักจะมีใครบอกว่า "แล้วใครเป็นคนจ่ายค่าประสบการณ์ความล้มเหลวให้?"
ผมคิดๆๆ ในที่สุดก็เข้าใจว่ามันเป็น OPM(Other People's Money) พูดง่ายๆก็คือเงินคนอื่นนั่นเอง
คนยิ่งใหญ่เหล่านี้ล้มเหลวมาไม่รู้กี่รอบ ไอ้รอบแรกก็ยังโง่อยู่เลยเสียเงินตัวเอง แต่พอล้มครั้งต่อๆไป กลายเป็นเงินธนาคารบ้าง เงินเพื่อนบ้าง เงินผู้ร่วมลงทุนบ้าง
สุดท้ายผมก็เลยเข้าใจว่า "ความเก่งมันได้มาจากการใช้เงินคนอื่น ซื้อประสบการณ์ให้ตัวเอง แข็งแกร่งและเก่งขึ้นนั่นเอง
แต่คำถามก็คือ คุณเก่งพอไหมที่จะทำให้คนอื่นยอมเอาเงินมาประเคนให้คุณ เพื่อหาประสบการณ์จากมัน
นี่แหละหัวใจของ Key Success Factor ของนักธุรกิจุที่ยิ่งใหญ่
เอ้า! ฝึกกันต่อไป
แกะเพิ่ม
ผมต้องบอกก่อนว่าอย่าไปมองว่า "การใช้เงินคนอื่น" เป็นการเอาเปรียบนะ ไม่ใช่เลย! การทำธุรกิจมันมีสองแบบ
แบบเเรกก็คือ มีเงินแล้วลงแบบไม่ต้องใช้สมองมาก(พวกนี้ส่วนใหญ่เจ๊ง) แต่อีกแบบก็คือ เริ่มจากสมอง อันนี้ยาก เพราะกิจการแบบนี้มันต้องคิดเยอะ ตัวอย่างชัดๆก็เช่น Google Facebook ถามว่าเมืองไทยมีมั้ย? มี แต่ยาก เพราะ ตลาดทุนบ้านเรายังไม่โต ไม่เปิดกว้าง ดังนั้นคนที่โตขึ้นได้จากบ้านเราต้องเก่งรอบด้านจริงๆ
สังเกตมั้ยว่านักธุรกิจบ้านเราที่สร้างตัวจากมือเปล่า จะเจ๋งสุดๆ เพราะเขาผ่านมรสุมมาเยอะ ดังนั้นการที่เราจะสามารถใช้เงินคนอื่นได้ ก็ต้องมองที่ตัวเราก่อน "เราพัฒนาตัวเองให้เก่งพอให้คนอื่นจะไว้ใจให้เอาเงินเขามาลงหรือยัง?" (ประเด็นมันอยู่ที่การพัฒนาตัวเรา ไม่ใช่ไปหลอกเงินจากคนอื่น คิดดีๆครับ)
สามารถตามได้อีกทาง : www.blockdit.com/birdbox

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น