กระชากหน้าเศรษฐีครองโลก(ตอนที่1)
![]() |
| สหรัฐ&จีน |
![]() |
| บารัก โอบามา |
ไม่ว่าจะเป็นระบอบการปกครองแบบไหนทั่วโลก มันก็ล้วนมีเจ้ามือ หรือ "ปะป๋า" ทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม ก็ทีแต่ทุนนิยมนี่แหละที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุด ว่าแต่ 10 ปีมานี้ "ทุนนิยม" กำลังถูกท้าทายจากระบอบ "เผด็จการทุนนิยม" ที่มีรากเหง้าจากสิงคโปร์จนถึงจีนนี่แหละ(แต่ระบอบเมืองไทยใช้แบบนี้ไม่ได้นะ เพราะหัวใจของระบอบนี้ผู้นำห้ามโกง อิ อิ)
กลับไปที่อเมริกา นักการเมืองต้องอาศัย "ทุน"หนุนหลังเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่โอบามาจะรับเงินแบบจ่ายกันตรงๆ แต่มันเป็นการเอื้อกันทางนโยบายต่างหาก สาเหตุที่อเมริกายังปลื้มน้ำมันแบบสุดๆนั้นก็ไม่แปลก เพราะ "ป๊ะป๋า" เหล่านั้นล้วนมีส่วนในการลงทุนในน้ำมันไม่มากก็น้อย (เกือบทุกป๊ะป๋ามีสัดส่วนในการลงทุนในน้ำมันที่มากโข!)
พูดมาซะยาว แล้วตกลง "ใครคือป๊ะป๋าฟระ?"
ก็กลุ่มยิวที่คุมการเงินโลกในเวลานี้ไงครับ! (คงไม่ต้องแฉกันเป็นตระกูลๆนะ ไม่งั้น CIA อ่านภาษาไทยออก เดี๋ยวผมคงจะถูกทำให้หายตัวไปอย่างลึกลับ หุหุ น่า"กลัว!")
ถ้ามองในมุมโอบามาแล้ว ความพยายามหาจุดสมดุลระหว่าง "อำนาจ" กับ "เงิน" เป็นหัวใจของการเดินทาง
ถามว่า "เมื่อเศรษฐีจะครองโลก!" เขาจะทำอย่างไร
อย่างแรกคุณต้องตั้งตนเองให้เป็น "ป๊ะป๋า"ก่อน เมื่อคุณมีนโยบายเป็นเครื่องมือ จากนั้นเขาสู่ขั้นตอนสุมหัว(หากใครเคยดูหนังเรื่อง Skull จะเห็นได้ว่าประเทศที่ยิ่งใหญ่ การบริหารยิ่งซับซ้อนตาม จนก่อให้เกิดองค์กรลับๆมากมาย และจุดนี้เองเป็นจุดที่เราเถียงไม่ได้ว่ารากฐานแห่งระบบทุนนิยม ล้วนมีจุดเชื่อมโยงมายังจุดกำเนิด ซึ่งก็คือองค์กรลับเหล่านี้ นั่นเอง)
ปัจจุบันเกมของการครองโลกมันเปลี่ยนจาก "อาวุธ" มาเป็น "เงิน" ประเทศเดียวที่พิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องใช้ทองมาค้ำก็มีอเมริกาประเทศเดียว ซึ่งแปลว่าอเมริกาสามารถผลิตอาวุธ(เงิน) ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ถึงจุดนี้คุณพอจะเห็นภาพหรือยังว่าทำไมอเมริกาถึงทรงอิทธิพลนัก!
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมโอบามายังทำสงครามต่อไป ทั้งๆที่มันขัดกับจุดยืนของตัวเอง นั่นเพราะท้ายที่สุดมันหลีกเลี่ยงไม่ได้! เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างสุดโต่งนั่นมีอยู่วิธีเดียวก็คือ "สงคราม"
ถ้าเราเอาประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น S&P ของอเมริกามาดูจะเห็นได้ว่าภาพรวมของตลาดมันเข้าสู่ขาลงอย่างเต็มตัว (ซึ่งในมุมของนักธุรกิจ เราอาจจะใช้ Innovation ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอเมริกาใช้ในสมัย บิล คลินตัน ที่อาศัย Silicon Valley ดึงให้อเมริการอดพ้นจากขาลงในครั้งนั้น)
แต่ในมุมนักการเมือง "เครื่องมือ" ที่ต้องใช้มันน่ากลัวกว่ามาก นั่นก็คือสงครามนั่นเอง อย่างเช่นการที่อเมริกาเข้าสู่สงครามเวียดนาม หรือล่าสุดที่ลุยอิรักและอัฟกานิสถาน ทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มจากหลักฐานปลอมทั้งสิ้น อย่างที่ทุกคนรู้ว่าแท้จริงแล้วอิรักไม่ได้ซ่องสุมนิวเครียร์บ้าบออะไรตามที่ CIA กล่าวหาเลย
เหตุที่สงครามถูกนำมาใช้ก็เพราะ มันผูกกับเรื่องทรัพยากรและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หากคุณวิเคราะห์ให้ดี การลงทุนที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุดก็คือ "ทุบสะพาน ทุบถนน แล้วสร้างใหม่ (ทุบแล้วสร้าง!)"
แต่ในระดับประเทศมันต้องเร็วกว่านั้น นั่นก็คือ "สงคราม" ระเบิดเมือง แล้วสร้างใหม่!
แกะเพิ่ม
ประเด็นนี้ถือเป็นความจริงที่โหดร้ายนะ เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุดก็คือ "สงคราม" โลกเราเจริญสุดขีดก็หลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่แหละ จากนั้นเป็นต้นมา อเมริกาก็ขึ้นเป็นพี่ใหญ่พร้อมกับสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า "ทุนนิยม" โดยทุกประเทศอิงความเจริญของอเมริกาเป็นแบบอย่าง
ระบบทุนนิยมเน้นการบริโภคให้มาก ยิ่งมากแปลว่ายิ่งเจริญ มันตีค่าออกมาเป็น GDP ต่อหัวที่เพิ่มขึ้น พูดง่ายๆว่าถ้า GDP ต่อหัวที่เพิ่มขึ้น ก็หมายความว่าแต่ละคนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น พอที่จะจ่ายให้เศรษฐกิจหมุนไปเรื่อยๆ
ระบบนี้มันอยู่คู่กับเงินเฟ้อ อย่างที่เรารู้กันว่าทรัพยากรในโลกมีจำกัด แต่เงินพิมพ์ไม่จำกัด การทำให้คนรวยขึ้นและบริจาคมากขึ้น ก็คือการทำให้ทรัพยากรขาดแคลนลงไปเรื่อยๆ นั่งหลับตาก็รู้ว่าคาครองชีพในอนาคตจะเเพงขึ้นขนาดไหน
พูดง่ายๆว่า ตราบใดที่เรายังใช้ระบบทุนนิยม ค่าครองชีพและเงินเฟ้อก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆ คนที่รวยก็คือ คนที่ออมเงินไว้ใน Asset เช่น ที่ดิน หุ้น หรือซื้อของที่มีจำกัด แล้วถือไว้ แต่คนที่จนลงก็คือคนที่เก็บเงินสด!
ผมว่าเราต้องสร้างความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ให้รู้เท่าทันเกมของทุนนิยม ไม่อย่างนั้นเขาจะเป็นทาสของระบบ "ทำงานหนัก แต่ยิ่งจนลง" คนเหล่านี้ไม่ใช่เขาไม่เก่ง เขาเพียงแต่ไม่รู้เท่าทันเกมของระบบทุนนิยมก็เท่านั้นเอง!
ขอขอบคุณหนังสือ แกะรอยหยักสมอง1: รู้แล้วรวย
สามารถติดตามได้อีกทาง : www.blockdit.com/birdbox





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น