ปัญหาของ "คนรุ่นใหม่" กับ "องค์กรแบบเก่า"

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานใหม่ๆ จะเกิด Culture Shock อย่างรุนแรง ประมาณว่า "รับไม่ได้" เพราะไม่เข้าใจว่าพวกคนรุ่นก่อนๆ อดทนทำงานอยู่ได้อย่างไร?

ปัญหาใหญ่ผมว่ามาจากอีโก้ของเด็กรุ่นใหม่ ผนวกกับความสามารถของคนรุ่นใหม่ที่รู้จักเทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่าคนรุ่นก่อน เช่น รู้วิธีค้นหาข้อมูล สามารถศึกษาแนวทางการทำธุรกิจ กรณีศึกษาต่างๆ เรียนรู้วิธีการเป็นผู้บริหาร การบริหารคน (แต่สุดท้ายก็เขามาเป็น "คนถ่ายเอกสาร" ฮิ ฮิ)

นี่แหละครับปัญหาของการศึกษา เด็กทุกวันนี้ถูกสอนเหมือนกันหมด(เหมือนปลากระป๋องที่ผลิตในโรงงาน เหมือนกันยกลัง! 555...ผู้เขียนบล็อค) นั่นคือ สอนให้เป็น "ผู้จัดการ" แต่ถามจริงๆเถอะว่า "มีกี่คนที่สามารถไต่เต้าไปถึงตำแหน่งผู้จัดการได้?"

การทำงานในองค์กรจริงๆ มันแตกต่างกับที่เรียนมาอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้เน้นทฤษฎีหรูหราเหมือนอย่างที่เราเรียน MBA แต่กลับเป็นการเรียนรู้เรื่องการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ซึ่งถือเป็นความสามารถส่วนตัวชัดๆ

จะเห็นได้ว่าอาการ "จิตตก" ของคนรุ่นใหม่มีสูงมากๆ สาเหตุหลักๆ น่าจะมาจากระบบการศึกษานั่นเอง

จริงๆแล้ว Productivity(ผลผลิต) ของประเทศนั้นไม่ได้เกิดจากการที่เรามีผู้จัดการเยอะๆ เพราะผู้จัดการไม่ได้สร้าง Output(ผลผลิตที่ออกมา)เลย แต่มีหน้าที่ประสานงานเท่านั้น ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

ถ้ามองให้ดี การสร้างรายได้ให้มากๆ(ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ) ก็คือการสร้างสินค้าและบริการที่ตลาดต้องการ รายได้ของกิจการจะมากน้อย มันก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากน้อยเพียงใด

คุณลองนึกดูสิว่าวันนี้สมมุติคุณเข้ามาทำงาน คุณสร้างอะไรให้เกิดกับบริษัทบ้าง? (น้อยมาก ฮิ ฮิ) ตัวอย่างเช่น บริษัท Apple คนงานเป็นหมื่นคนกลับเป็นเพียง "กลไกเล็กๆ" ที่ทำให้บริษัทดำเนินไปเรื่อยๆ แต่คนที่สร้างรายได้จริงๆ กลับเป็น Innovator อย่าง สตีฟ จ็อบส์ กับทีมงานออกแบบไม่กี่คน

นี่ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัท Apple ผมก็แค่จ้าง สตีฟ จ็อบส์ กับทีมออกแบบของเขาอีก 2-3 คน ส่วนไอ้ MBA ที่ทำงานใน Apple อีกเป็นหมื่นๆคน ผมไม่จ้างให้เมื่อยหรอก เพราะ "ไม่ได้สร้างเงินให้องค์กร" ที่เหลือผมไปจ้างโรงงานจีนผลิตให้ก็จบ หุ หุ

จุดนี้แหละที่เรียกว่า "การสร้างรายได้อย่างแท้จริง" ไม่ใช่จบ MBA แล้วพยายามทำงานขายสินค้าและบริการเดิมๆ ในบริษัทเดิมๆ โดยที่คุณไม่ได้สร้างอะไรเลย

ผมถามหน่อยว่าคุณค่าของคุณอยู่ที่ไหน?

ถ้าคุณไม่ได้สร้าง Value Added ที่สร้าง "รายได้จริงๆ" คุณก็ไม่สมควรจะเป็นคนมีคุณค่าต่อองค์กรด้วยซ้ำไป

ดังนั้นการที่คนรุ่นใหม่จิตตก ผมว่าบริษัทน่าจะจิตตกมากกว่านะที่ต้องจ้างคุณ (สะเทือนอารมณ์กันเลยทีเดียว555...ผู้เขียนบล็อค)

สิ่งที่ผมอยากจะเเนะนำคนรุ่นใหม่ๆ ก็คือ "อย่าทนดักดานกับการเป็นลูกจ้าง เพราะคุณไม่สามารถเปลี่ยนองค์กรได้"

ถ้าคุณต้องการพิสูจน์ ก็ต้องสร้าง"กิจการของตัวเอง" และนี่คือคำตอบของการแก้ปัญหา "จิตตก"ของคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับองค์กร

อย่างในอเมริกาเขาทำกันมานานแล้ว คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดเขาก็จะก่อตั้งกิจการของตัวเองขึ้นมา โดยไปหาเงินทุนจาก Venture Capital(กลุ่มทุน)

แม้ว่าเมืองไทย ตลาดเงินทุนจะไม่สามารถหาได้ง่ายๆอย่างอเมริกา แต่ผมก็เชื่อว่าต้นทุนการเริ่มธุรกิจของบ้านเรานั่นเรียกได้ว่า "ต่ำมาก" เพราะ ต้นทุนที่แพงที่สุดคือ "คุณกล้าบากหน้าไปขายของกับ Target Market(ตลาดเป้าหมาย) ของคุณไหม?"

แกะเพิ่ม

การมีกิจการเป็นของตัวเองมันไม่ใช่ง่ายๆครับ ถ้าจะเปรียบเทียบก็คล้ายกับการว่ายน้ำ คนที่มีประสบการณ์การทำธุรกิจ การว่ายน้ำก็จะเร็วแล้วดูง่าย แต่คนที่ว่ายไม่เป็นก็จะตีน้ำและใช้แรงมาก แต่ก็ยังไม่ไปไหน

ผมว่าทุกคนต้องเคยผ่านการตีน้ำมาแล้วทั้งนั้น คุณต้องเข้าใจว่าไม่ใช่พอคุณเข้ามาในธุรกิจหรือลงทุนแล้ว คุณจะเก่งหรือเทพเลย ทุกคนเริ่มนับหนึ่งเหมือนกันหมด แต้มต่ออาจจะเป็นความรู้ระดับ MBA ที่เรียนๆกันมาอาจจะก็อาจจะช่วยได้บ้างเล็กน้อย แต่สุดท้ายกลับมาที่ตัวเรากับความสามารถที่แท้จริง "นั่นแหละสุดยอดที่สุด"

ขอขอบคุณหนังสือ แกะรอยหยักสมอง 1 : รู้แล้วรวย
หากต้องการให้ปรับส่วนไหน คอมเม้นไว้เลย! เพื่อผมจะได้พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ
สามารถติดตามได้ทาง : www.blockdit.com/birdbox

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กลยุทธ์คุณตัน รวยแล้วถอย..เขาเรียกว่ารวยจริง!

คนที่เงินเดือนสูง เพราะเขานั่งรอให้เงินเดือนขึ้น?

เรียกผมว่า "โรเบิร์ต" EP.3